ฝันมาหลายปีแล้วว่าจะต้องไป Road Trip ที่อเมริกาให้ได้ เพราะว่าติดใจมาตั้งแต่ 10 กว่าปีที่แล้ว ที่ได้ไปเที่ยว Chicago – Florida ตอนเด็กๆ มันสนุกดี
ก็ได้แต่ฝันไป ทำงานหาเงินสองปีผ่านไป วันหยุดเหลือ 200 กว่าชั่วโมง มันถึงเวลาใช้แล้วละ งานดูดชีวิตไปสองปี ต้องหาความสุขให้ตัวเองสักที ก็เลยจัดไปขอลาหยุดสามอาทิตย์ เพื่อไปทำความฝันให้เป็นจริง
ทริปนี้สรุปค่าใช้จ่ายมาแล้วสามคนไม่รวมค่าเครื่องบินประมาณ หนึ่งแสนบาทได้ ไม่แพงเลยถ้าเทียบกับไปเที่ยวทัวร์ 10 วัน 15 วันก็คนละแสนถึงแสนห้าแล้ว ถ้าหารสามคนก็เหลือคนละสามหมื่น หารสี่ก็เหลือสองหมื่นห้า รวมค่าเครื่องบินอีกสีหมื่นห้า กลายเป็น เจ็ดหมื่นถึงแปดหมื่นบาท แลกกับประสบการณ์แบบนี้ ก็คิดว่าคุ้มค่าทุกบาทที่จ่ายไป จริงๆเราประหยัดได้มากกว่านี้อีก เพราะซื้อของกินกันเป็นว่าเล่นเสียไปหลายพันบาทอยู่

ถ้าใครสนใจเที่ยวแบบนี้ ต้องมีใจรักธรรมชาตินิดนึง แล้วก็นอนเต้นท์ได้ไม่เกี่ยง😛

หมายเหตุ

– จำนวนคนร่วมเดินทาง 3-4 คน

– ไปเที่ยว National Park เป็นซะส่วนใหญ่

– นอนเต้นท์ครึ่งหนึ่ง นอน Motel คืนละ 40-100 อีกครึ่งหนึ่ง

– เช่ารถขับเที่ยวเองทั้งหมด

– ของกินทำกินเองบ้าง เป็นบางมื้อ

– ไม่รวมค่าอุปกรณ์ดำรงชีพซึ่งได้แก่ เต้นท์ ถุงนอน เตาไฟ Propane และอื่นๆ ประมาณ 6-8 พันบาทแล้วแต่จำนวนคน

ลองมาแจกแจงค่าใช้จ่ายคร่าวๆกัน

ค่าเช่ารถ Compact จำพวก Focus, Altis สามอาทิตย์รวมประกัน CDW + SLI แล้ว น่าจะอยู่ที่ สามหมื่นสาม ถึงสี่หมืนบาท

ค่าน้ำมัน สมมติว่าขับได้ 35mpg น่าจะขับประมาณ 4000 miles ค่าน้ำมัน $3.9 per gallon ก็จะได้ประมาณ หมื่นสองถึงหมื่นสามพันบาท

ค่ากิน เหมาไปวันละสองพัน รวม 20 วัน ก็สี่หมื่นบาท

ค่าที่พัก นอนเต้นท์คืนละ 20 บวกอาบน้ำอีก 10 ก็เป็น 30 ประมาณ 900 บาท นอนสักสิบคืนก็ 9 พันบาท นอนโรงแรมเฉลี่ยคืนละ 70 นอนสิบคืนก็อีก 21000 บาท รวมแล้วก้ประมาณ สามหมื่นบาท

รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดทั้งสิ้นประมาณ 120,000 บาท

ทริปตัวอย่าง

ออกเดินทางจาก Seattle แล้ววกกลับมาที่ Seattle อีกครั้งหนึ่งใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณสามอาทิตย์ ถ้าทำตามทริปนี้คุณจะได้ขับรถประมาณ 8 พันกิโลเมตร ข้ามภูเขา ทุ่งหญ้า ทะเลทราย แต่แนะนำให้ วิ่งแค่ Seattle ถึง LA แล้วบินกลับที่ LA อะไรแบบนี้จะประหยัดกว่า ไม่ต้องวิ่งขึ้น Seattle อีกรอบ

เตรียมตัว

  • เช่ารถ
  • ปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับการเดินทางแบบนี้คือรถยนต์ครับ ที่นี่มีอยู่หลายเจ้าไม่ว่าจะเป็น Hertz, Budget, Dollar, Enterprise, Alamo แต่ละเจ้าก็ถูกแพงต่างกันไป แต่สิ่งที่สำคัญคือประกันภัย ประกันภัยของรถเช่า จะมีหลักๆสองอันคือ CDW, SLI CDW คือ Collision Damage Waiver คือเราไม่ต้องเสียเงินหากเกิดความเสียหายขึ้นกับรถเช่า ส่วน SLI คือ Supplementary Liability Insurance ประมาณว่าประกันภัยบุคคลที่สาม คือความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับบุคคลที่สามเมื่อใช้รถเช่า บางคนอาจจะสงสัยว่าประกันการเดินทาง ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดจากการขับรถเช่าหรือไม่ ขอตอบว่าประกันส่วนใหญ่จะไม่รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดจากการขับรถเช่า (ศึกษากรมธรรม์อีกทีหนึ่ง) ยกเว้นคุณมี ประกันหลักกับทางรถเช่าอยู่แล้ว ซึ่งค่าประกันนี่ค่อนข้างจะเป็นตัวแปรสำหรับการเลือกรถเช่าเลยทีเดียว อ้ออีกอย่างก็คือรถเช่าบางเจ้า จำคิดเงินเพิ่มหากขับรถของเค้าออกนอกเขตรัฐที่เค้ากำหนดไว้ เกินกว่า Mile ที่กำหนดไว้ให้ สำหรับผมก็เลือก Hertz พร้อม CDW + SLI รวมสามอาทิตย์ประมาณสามหมื่นบาทได้ โดยเช่า Collora Altis 1.8 LE มาครับ แต่ผมไม่แนะนำเลยจริงๆ Altis นี่ขับบน freeway ที่ความเร็ว 75Mph รถซ้ายทีขวาที จะว่าลมแรงก็ใช่ แต่ตอนที่ไม่มีลมมันก็ไม่ได้ให้ความมั่นใจในการขับขี่เลย ไปหา Focus หรือรถคันใหญ่กว่านี้น่าจะดีกว่า

  • ที่พัก
  • หลักจากได้รถเช่าแล้วก็เตรียมหาที่พัก เนื่องจากทริปนี้จะเป็นกางเต้นท์ผสมกับนอนโรงแรมบ้าง ก็ต้องศึกษาข้อมูลการไป camp ตาม national park กันนิดนึง เนื่องจากหน้าร้อนอเมริกามันสั้น คนก็นิยมออกมาเที่ยว campsite ตาม campground ก็ต้องทำการจองล่วงหน้าไว้ โดยส่วนใหญ่จะเป็นของ Xanterra ซึ่งบริษัทที่รับพื้นที่มาบริหารงาน ผมแนะนำให้เลือก Campsite ที่ใกล้ห้องน้ำหน่อย ถ้าชอบทำกับข้าว ส่วนที่พักก็แล้วแต่กำลังทรัพย์และความพอใจของแต่ละคน ถ้าไม่คิดอะไรมาก นอน Days Inn, Super 8, Motel 6 หรือ Travelodge ก็ได้ (เรียงลำดับมาให้แล้ว) หรือถ้าชอบเสี่ยงโชค ลองเล่นเว็บ Hotwire ดูก็ได้ บอกแค่ ราคา ตำแหน่ง แล้วก็ class ของโรงแรม ส่วนจะได้โรงแรมอะไร ต้องไปลุ้นกันเอาเอง บางทีก็ถูกกว่าแบบธรรมดานิดหน่อย แต่ได้ความตื่นเต้นดีเหมือนกัน ฮ่าฮ่า
    ถ้าไม่ได้มาหน้าร้อน (มิถุนาถึงสิงหา) ที่พักไม่ต้องรีบจองมากก็ได้ครับเผื่อเปลี่ยนแผนไปเรื่อยๆ ตามความต้องการของลูกทัวร์ ซึ่งทริปนี้ผมก็เปลี่ยนแผนไปหลายรอบเหมือนกัน ยกเว้นที่พักกางเตนท์อาจจะเปลี่ยนแผนกันลำบากนิดหน่อย

  • ฝึกขับรถ
  • เนื่องจากที่นี่พวงมาลัยอยู่ด้านซ้าย การขับครั้งแรกนั้นไม่ง่ายเลย เรื่องซ้ายขวานั้นไม่เป็นปัญหา แต่ปัญหาที่ผมเจอคือกฎจราจร กับสัญญาณไฟ ทำให้เราสับสนแล้วก็ทำผิดได้ง่ายๆ ต้องตั้งสติให้ดี มีทิปเล็กน้อยมาให้สำหรับคนมือใหม่
    – เลี้ยวขวาผ่านตลอด (ให้รถทางหลักไปให้หมดก่อน) ยกเว้นเขียนไว้ต้องรอสัญญาณไฟ
    – คนข้ามถนนถูกเสมอถ้าเค้าอยู่บนทางม้าลาย คนที่ไม่ข้ามทางม้าลาย ถ้าเกิดเราชนขึ้นมา เราไม่ผิด
    – ถึงแม้จะไฟเขียว แต่ถ้ามีคนข้ามถนนก็ต้องให้คนข้ามให้หมดก่อน นี่แหละยากที่สุด เพราะไฟเขียวมันสั้นเหลือเกิน คนข้ามหมดไฟก็แดงพอดี
    – อย่าไปเครียด อย่าไปสนใจว่าคันหลังจะคิดยังไง ถ้าไม่แน่ใจรอไฟเขียวค่อยไป
    – ขับเกิน Speed Limit ได้นิดหน่อย +5 ไม่เกินนั้น พยายามวิ่งตามคันอื่น ไม่งั้นคุณจะต้องหลบเข้าเลนขวาบ่อยๆ
    – เติมน้ำมัน ถ้ามีบัตรเดบิต ให้ใช้เดบิตเพราะถูกกว่าเครดิต (ใช้ได้บางปั้มเท่านั้น) ถ้าใช้บัตรไม่ได้ให้เอาเงินไปฝากไว้ที่ couter ก่อนแล้วค่อยเติม
    อาหารการกิน
    อะไรก็แพงไปหมด ทำกินเองยังรู้สึกว่าแพง ฮ่าฮ่า ถ้าจะกินข้าวข้างนอกให้ลองหาร้านอาหารจีน เพราะว่าจากที่ลองมาเกือบสิบร้าน ร้านอาหารจีนรสชาติดีมากทุกร้าน อร่อยกว่าไทยแล้วก็ไม่แพง กับข้าวหนึ่งจานกินได้สี่คนสบายๆ แต่ถ้าไม่มีให้เลือกแนะนำ Subway ดีกว่าไปกิน Burger มันๆ
    ถ้าทำกินเอง ก็แนะนำพวก Instant Rice จะเป็นข้าวที่หุงมาแล้วมั้ง แค่เติมน้ำต้มอีกแปปนึงก็ใช้ได้ แล้วก็ทำกับข้าวง่ายๆไทยๆ ผัดๆทอดๆ ที่นี้จะใช้อะไรทำ เราก็ต้องไปซื้อเตา Propane พร้อมหัวมา (walmart ง่ายสุด) ของ coleman ประมาณ $20 แก๊สสองกระป๋อง $5 เปิดแรงสุดน่าจะได้สักชั่วโมงนึง ผัดไฟแรงได้สบายๆ
    อีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือกระติกน้ำแข็ง ถ้ามีความสามารถหาร้าน Dollar Tree ได้จะมีกระติกโฟมขาย ถ้าไม่มีก็ซื้อ Igloo/Coleman ดีๆ ไม่ใหญ่มากสักอันแล้วก็แบกกลับไทยได้อยู่ครับเพราะผมก็ทำแบบนี้เหมือนกัน

    การนำทาง
    Navigation ของ Google Maps ใช้งานได้ดี คนที่นั่งข้างคนขับควรจะมีความสามารถในการกะระยะที่ดี อ่านแผนที่เข้าใจ สามารถใช้งาน Google Map ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มือถือควรจะมี GPS ที่แม่นไม่แฮงค์ระหว่างทาง ทนความร้อนได้ดี

    กระเป๋าเดินทาง
    ผมแนะนำให้เอามาน้อยที่สุดเท่าที่จะได้ เอาเสื้อผ้าสำหรับอาทิตย์เดียวมาก็พอ (ค่อยไปซักเอาระหว่างทางค่าสักทีละร้อยกว่าบาท) ใส่กระเป๋าไม่ต้องใหญ่มากเพราะเดี่ยวรถไม่มีที่ ระหว่างทางก็ซื้อของแล้วก็ใส่ถุงพลาสติกไว้ก่อน พอวันใกล้จะกลับผมแนะนำให้ซื้อกระเป๋าแบบนี้ Samsonite Tote-A-Ton ราคา $20 น้ำหนักไม่กี่ร้อยกรัมแต่กางออกมา ใบใหญ่เท่าบ้าน ใส่ของได้น้ำหนักเต็มๆ
    2013-07-25_22-43-52_573
    แผนที่เดินทาง
    สำหรับการวางแผนการเดินทางนั้นก็แนะนำว่าวันนึงไม่ควรขับรถเกิน 5 ชั่วโมง จะได้ไม่น่าเบื่อเกินไป แถวไหนสมาชิกสนใจเป็นพิเศษก็หยุดพักสักวันหรือสองวัน แล้วค่อยไปต่อก็ได้

    อันนี้คือแผนการเดินทางของทริปนี้ทั้งหมดสามอาทิตย์พอดี

    1. Seattle
    2. Seattle
    3. St.Regis
    4. Glacier NP
    5. Glacier NP
    6. Glacier NP – Helena, MT
    7. Yellowstone
    8. Yellowstone
    9. Yellowstone – Grand Teton
    10. Salt Lake, UT
    11. Moab, UT – Canyonlands, Arches
    12. Grand Canyon
    13. Las Vegas
    14. Las Vegas
    15. San Jose, CA
    16. San Francisco, CA – Red Bluff
    17. Crater Lake
    18. Oregon
    19. Oregon – Seattle
    20. Seattle
    21. Seattle

    ทริปนี้เหมาะสำหรับหน้าร้อนนะครับ เนื่องจากบางสถานที่จะเที่ยวไม่ได้ในหน้าหนาวเนื่องจากหิมะตกทางปิด เช่น Glacier NP กับ Crater Lake ปิดหมด

    map-trip

    Seattle

    อาจจะใช้เวลาอยู่ที่นี่สักสองวันเพื่อเตรียมตัว ซื้อของใช้ที่จำเป็นที่ได้บอกไว้ตอนต้น
    ซื้อซิม AT&T GoPhone ซื้อ Package ที่ Data เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ สัญญาณ AT&T แถบรัฐทางตะวันตกนั่นค่อนข้างใช้ได้เลยทีเดียว มี 3G ตามเมืองตลอดทาง จะได้มีเนทไว้ให้อัพแชร์ กันตลอดทาง นอกจากนั้นเอาไว้หาที่กินข้าวได้ด้วย (Yelp เอา) โชคดีที่มีญาติมีบ้านอยู่ที่นี่ขออาศัยเค้าอยู่สองวัน ก็ปรับตัวได้ง่าย เหมือนมีคนช่วยผลักก่อนออกตัว
    ผมมาถึงที่นี่ตอน 11 โมง โชคดีที่สนามบินมี Wifi ผมก็ทำการติดต่อพี่สาวให้โทรบอกให้อารู้ว่า ผมกับพ่อเดินทางมาถึงแล้วนะ สนามบิน Seattle ไม่ใหญ่แต่งงเรื่องกระเป๋าเหมือนกัน กระเป๋าที่ผ่านด่านแล้วเค้าจะโยนลงสายพาน แล้วเราต้องไปรับอีกทีหนึ่งซึ่งมันไม่ได้บอกว่าที่ไหน ก็เลยถามอาสาสมัครสนามบิน เค้าก็ชี้ไปทางนู้นเราก็เดินไปอย่างงงๆ
    คุณอามาถึงก่อนพี่สาว พี่นั่งรถไฟอะไรสักอย่างมา แล้วมันเดินไกลมากก็เลยเสียเวลา
    กระเป๋าสามใบแทบจะเต็มรถ SUV บ้านพักอยู่แถว Bellevue (ภาษาฝรั่งเศษ) แปลว่าวิวสวย ซึ่งก็สวยจริงๆ บ้านแถวนี้จะตั้งอยู่บนเนินเขา มองลงไปเห็นทะเลสาบ เมืองนี้เค้าห้ามทำตึกสูงกว่า 3 ชั้นมั้ง ทุกอย่างเลยดูโล่งตาไปหมด ผมใช้เวลาสองวันที่นี่จัดเตรียมของให้พร้อมก่อนออกเดินทาง

    IMG_8260

    Seattle – St.Regis, MT

    วันที่สามเราออกเดินทางไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะได้ไปให้ถึง Glacier  NP ในวันรุ่งขึ้น ระหว่างทางขาออกจาก Seattle เราก็แวะน้ำตก Snoqualmie ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่พอสมควร น้ำกระเด็นมาไกลถึงจุดถ่ายรูป
    1005756_10152986679985524_509319742_n
    ขับรถกันไปอีกหลายชั่วโมงก็เดินทางมาถึง St.Regis
    มาถึงตอนสามสี่ทุ่มได้ (เสียเวลาไป 1 ชั่วโมง เนื่องจากเปลี่ยน timezone)วันนี้เรานอนกันที่ Super 8
    อาหารเช้าตาม Motel ที่นี่ก็แค่พอกินได้ ขนมปังปิ้ง ซีเรียล โยเกิต ผลไม้ เป็นต้น

    พรุ่งนี้เราต้องใช้เวลาอีกสองสามชั่วโมงเพื่อขึ้นไปที่ Glacier NP, MT
    ระหว่างสองข้างทางมีแต่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ แอบแวะเมือง Kalispell ซื้อของตุน เติมน้ำมันให้เต็ม พร้อมเข้าป่าสามวัน
    IMG_6927

    IMG_6970

    Glacier National Park
    จริงๆไม่เคยอยู่ในความคิดเลยว่าจะมาที่นี่ จนได้มาลองวางแผนดูก็เจอกับ Park นี้เข้าโดยบังเอิญ ผมเชื่อว่าคนไทยก็ไม่ค่อยรู้จัก แต่นี่แหละคือ National Park ที่ดีที่สุดสำหรับผมทั้งหมดในทริปนี้
    IMG_6999

    วางแผนไว้ว่าจะใช้ชีวิตสามวันนอนกางเต้นท์กันอยู่ที่นี่ ที่นี่ผมไม่ได้ทำการจอง campsite ไว้เนื่องจาก campground ที่จองได้นั้นมันค่อนข้างไกลจากจุดท่องเที่ยว campground ที่เราอยู่นี้ชื่อว่า Avalanche เนื่องจากอยู่ใกล้กับจุดท่องเที่ยวที่ชื่อว่า Avalance Lake จะเห็นว่า campsite ที่นี่อเมริกานี้ค่อนข้างใหญ่ มีม้านั่ง ที่จุดไฟ แล้วก็ลานกางเต้นท์ จอดรถได้อีกคันสองคันสบายๆ  แล้วก็มีระยะห่าง รวมถึงมีต้นไม้กั้นระหว่าง campsite ด้วยกันเอง น่าอยู่มากๆเลยทีเดียว การใช้ campsite ที่นี่หลังจากที่เราเข้าไปจอดรถแล้ว ก็ไปทำการจ่ายตังโดยเอาเอกสารที่ Board ข้างหน้า loop (1 campground มีได้หลาย loop แต่ละ loop จะมีได้หลาย campsite) เอาเงินใส่ซองแล้วก็เอากระดาษมาแปะหน้า campsite เรา

    1010840_10152995003345524_2076577043_n

    หลังจากกางเต้นท์จัดของอะไรเรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางไปยัง Avalance Lake ซึ่งต้องเดินข้ามเขาไปประมาณสองสามลูกได้ ระยะทางไปกลับร่วมหกกิโล Trail ที่เดินนั้นข้างซ้ายเป็นลำธารที่ไหลมาจากทะเลสาบ น้ำใสเย็นเจี๊ยบ ส่วนด้านขวาเป็นเขา

    IMG_7004
    เราใช้เวลาเดินเลาะไหล่เขาไปประมาณชั่วโมงครึ่ง ก็ถึงทะเลสาบสีเขียวใส มองไปลิบๆเห็นน้ำตกที่เกิดจากการละลายของหิมะ ไหลลงมาเป็นทะเลสาบแห่งนี้
    IMG_7037
    เดินกลับมาที่ Campsite เราก็เจอกับกวางสองสามตัวอยู่ข้างหลัง campsite เรา
    IMG_7072IMG_7073
    รุ่งขึ้นเราขับรถไปกันที่ Going-to-the-sun ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในถนนที่สวยที่สุดในอเมริกา ซึ่งก็เป็นจริงตามที่ว่า ถนนนี้วิ่งเลียบภูเขาไปเรื่อยๆ เห็นวิวเป็นเทือกเขาอย่างชัดเจนตลอดทาง โดยถนนเส้นนี้จะวิ่งตัดผ่านอุทยานเชื่อมฝั่งตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน
    IMG_7152

    IMG_7098
    ระหว่างทางเราต้องผ่านจุดนึงที่ชื่อว่า Logan Pass ซึ่งมี Highlight Trail ที่ชื่อว่า Hidden Lake แต่ Ranger ที่ visitor center บอกเราว่ามันยังมีหิมะอยู่บน Trail ค่อนข้างเยอะ อาจจะเดินไปลำบาก ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่ว่าหิมะเต็มไปหมด นี่เป็นการเดินบนหิมะครั้งแรกในชีวิต ไม่ได้ลื่นอย่างที่คิดแต่ก็ต้องเดินด้วยความระมัดระวัง ถ้าลื่นไปอาจจะไถลลงเนินไปได้
    IMG_7154

    IMG_7161
    IMG_7168
    เดินด้วยความยากลำบากไปสักพักเราก็เดินทางมาถึง Hidden Lake ทะเลสาบสีฟ้าในหุบเขา
    IMG_7186
    IMG_7227
    ซึ่งบริเวณแถบนั้นเป็นที่อยู่ของแพะภูเขา โชคดีได้เจอมันทั้งครอบครัวตั้งแต่เล็กยันโต ชื่นชมธรรมชาติได้สักพักท้องก็ร้องหิวข้าว เนื่องจากเที่ยงนี้ไม่ได้เตรียมอะไรมากิน กะว่าจะไปหาอะไรอร่อยๆกิน ก็เลยขับรถวิ่งต่อไปทางตะวันออกไปที่ St.Mary ซึ่งมีร้านอาหารของ park อยู่ นั่งพิจารณาเมนูอยู่สักพักก็พบว่า ไม่เห็นมีอะไรน่ากินเลย ก็เลยสั่งอะไรไปสักอย่างออกมาหน้าตาคล้ายๆ Kebab

    IMG_7220
    IMG_7270
    กินกันเสร็จก็ขับรถเล่นไปที่ Many Glacier ซึ่งเป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ติดทะเลสาบ มองเห็น Glacier ถ้าใครมีเงินคืนละ 6 พันก็ไปนอนพักที่นี่ได้ครับ ฮ่าฮ่า

    1010981_10152995014020524_197781508_n
    วันนี้เป็นวันที่สองของ Glacier แล้วเราก็ยังไม่ได้อาบน้ำตั้งแต่ที่ St.Regis เนื่องจากที่ campground ไม่มีห้องอาบน้ำ เราจึงต้องกลับมาอาบน้ำที่ St.Mary ค่าอาบก็ $2 อาบได้ 8 นาที (นาทีที่น้ำไหล) อาบน้ำเสร็จก็รู้สึกป่วยเนื่องจากตากแดดมาทั้งวัน
    กลับมาทำข้าวกินแล้วก็เห็นว่าพระอาทิตย์กำลังจะตกก็เลยขับกลับไปที่ Going-to-the-sun กันอีกรอบ ระหว่างทางเจอหมีน้อยเดินลงมาที่ถนนพอดี เนื่องจากกล้องไม่อำนวยก็เลยได้รูปวายๆไปแบบนี้ แถมไม่ทันพระอาทิตย์ตกอีกต่างหาก ก็เฟลกันไป
    IMG_7289
    วันรุ่งขึ้นตั้งใจจะไปเดินอีก Trail นึงแต่ว่าเอาเข้าจริงแล้วก็ไม่มีอารมณ์ ก็เลยข้ามไป ฮ่าฮ่า
    ก็เป็นอันว่าจบกับ Glacier NP ไปเท่านี้ รุ่งขึ้นเราก็ขับรถอีก 5 ชั่วโมงกว่า เพื่อไปนอนพักที่ Helena,MT ก่อนที่จะลงไปที่ Yellowstone
    IMG_7281
    Yellowstone
    Yellowstone เป็น National Park แห่งแรกของอเมริกา แล้วก็มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆเสียด้วย แต่ความสวยงามผมว่ายังเป็นรองหลายๆที่อยู่ ของมีชื่อที่นี่ก็คือพวกน้ำพุร้อน บ่อโคลน ซึ่งมีกระจายอยู่เต็ม Park ไปหมด
    1069973_10153009123210524_2026695779_n
    เรามาถึงที่นี่ประมาณเที่ยง หลังจากกินข้าวเที่ยงที่เหลือมาจากร้านอาหารจีนเมื่อวานแล้วก็ออกเดินทางกันต่อ
    เส้นทางของเราในบ่ายวันนี้ก็คือขับรถตระเวณขึ้นเหนือต่อไปทางตะวันออกแล้วก็เลี้ยวลงใต้ไปจนที่ Bridge Bay ซึงเป็น campground ของเราในคืนนี้ ระหว่างทางก็ผ่าน Grand Canyon of Yellowstone แล้วก็ บ่อโคลนร้อน ตามทางมี Bison ออกมาให้เราเห็นอยู่เรื่อยๆ ขับมาถึง Bridge Bay ก็เกิดเรื่องที่ไม่คาดฝัน ผมจองผิดวันไปหนึ่งวัน ทำให้คืนนี้ผมไม่มีที่นอน โชคดีว่ามีที่นึงเหลือพอดี แต่ว่าเป็นอีก campground นึงขับรถไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมง
    1011951_10153009124425524_621433498_n
    996825_10153009124740524_12920650_n
    รุ่งเช้าเราวางแผนออกไปดูน้ำพุร้อน Old Faithfull ที่จะพุ่งออกมาทุกๆหนึ่งชั่วโมงโดยประมาณ เป็นน้ำพุร้อนแบบ “Predictable” ก็นั่งรอยอยู่เกือบชั่วโมง กว่าจะได้เห็นสายน้ำพุ่งออกมา ซึ่งครั้งนี้มันใช้เวลาชั่วโมงครึ่งกว่าจะพุ่งออกมาได้ ถือว่าโชคร้ายไป
    992831_10153009123885524_1479810278_n
    ในบริเวณที่ Old faithful ตั้งอยู่เป็นบริเวณที่มีนำพุร้อนอยู่เป็นจำนวนมาก เดินไปดูก็เห็นว่าบางอันก็ Predictable บางอันก็ไม่
    1013106_10153009124255524_1517485018_n
    บ่อน้ำพุร้อนที่นี่สีฟ้ามั่ง สีเขียวมั่ง น้ำก็ใสจนเห็นก้นบ่อซึ่งอยู่ลึกลงไปเป็นสิบๆเมตร แต่คงลงไปเล่นไม่ได้ ควันโขมงเลย
    ค่ำคืนที่ Yellowstone นี่หนาวกว่าที่ Glacier พอสมควร 40F ~ 4-5 องศา เลยทีเดียว ถุงนอนที่เอามาจากเมืองไทย ที่เขียนว่า 5c+ ไม่สามารถให้ความอบอุ่นได้เลย ต้องหาผ้าห่มผ้าอย่างอื่นมาคลุมเต็มไปหมดกว่าจะพอนอนได้
    วันพรุ่งนี้เราจะไปต่อกันที่ Grand Teton NP ซึ่งอยู่ติดกับ Yellowstone ทางใต้

    Grand Teton
    154427_10153009123645524_778560286_n
    ขับรถลงมาจาก Yellowstone ประมาณหนึ่งชั่วโมง เราก็มาถึง Cotler Bay ซึ่งมี campground แบบ first come first serve อยู่ หมายความว่าใครมาถึงก่อนก็ได้ก่อน ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการมา campground แบบนี้ก็คือตอนเที่ยง เพราะว่า campsite จะต้อง checkout ตอน 11 โมงเช้า
    หลังจากทำการตั้งหลักตั้งเต้นท์เรียบร้อยแล้ว ก็เลยลองแวะไปที่ Visitor Center Ranger ที่นั่นก็แนะนว่าให้เราไปขับ Scenic Drive โดยน่าจะใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง ในการขับวนหนึ่งรอบ สิ่งที่เค้าให้มาเป็นกระดาษที่บอกว่าตามทางมีจุดไหนน่าสนใจบ้าง
    ระหว่างที่ขับรถมีความรู้สึกตื่นตาตืนใจกับลักษณะของแนวเขานี้มาก ดูเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ โดยเฉพาะตรงยอดสามยอดนั้น
    1069159_10153009123135524_361701821_n
    พระอาทิตย์ตกที่นี่ประมาณสามทุ่ม เห็นแล้วก็คิดถึงเพลง Fly Over States ที่มีท่อนนึงร้องไว้ว่า “Water Color Painted Sky” สีสวยเหมือนเอาสีน้ำมาระบายสีจริงๆ รูปข้างล่างไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์นั้นได้เลย
    2013-07-14_21-07-36_63
    ค่ำคืนนี้ที่ Teton ไม่เหน็บหนาวเหมือนบน Yellowstone ที่อยู่สูงกว่าประมาณ 1 พันฟุต วันนี้เราทำกับข้าวกินกันด้วยการหุง Instant rice แล้วก็ต้มไข่ ให้ความรู้สึกคุ้มค่ากว่าการไปกิน Hamburger เป็นอย่างมาก
    รุ่งขึ้นเราก็ pack ของเพื่อขับรถต่ออีกประมาณ 5 ชั่วโมงเพื่อไปค้างคืนที่ Salt Lake, Utah ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยัง Moab

    Canyonlands & Arches
    วันนี้เราต้องขับรถอีกประมาณ สามชั่วโมงเพื่อลงไปยัง Moab เห็นความเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์อย่างเห็นได้ชัด จากเทือกเขาสีเขียว ตอนนี้กลายเป็นทะเลทรายแห้งแล้งสีแดง
    2013-07-16_12-39-43_484
    Canyonlands อยู่ก่อนถึง Arches และ Moab ภาพที่เห็นต่อหน้าก็สมชื่อ เป็นดินแดนแห่งหุบเขา กว้างใหญ่ไพศาล สุดลูกหูลูกตา คำถามแรกที่คิดก็คือ มันจะเป็นยังไงถ้าเทียบกับ Grand Canyon เห็นภาพนี้แล้วยังควรจะไป Grand Canyon อีกมั้ย จะได้เปลี่ยนแผนไปเที่ยว Zion กับ Bryce แทน ก็ยังเป็นคำถามที่ผมตอบไม่ได้ เพราะยังไม่เคยไป Zion กับ Bryce
    IMG_7666
    บน Canyonlands นี้ไม่มีแหล่งน้ำเลย ห้องน้ำก็กลายเป็นส้วมหลุมไปด้วย ทำให้ผมไม่เลือกที่จะตั้งแคมป์ที่นี่ แต่เลือกไปนอน Motel แทน ถ้าใครคิดจะมาแคมป์ที่นี่แนะนำว่าเอาน้ำมาเยอะๆ สภาพ Campground ที่ขับรถผ่านก็ดูดีมีการทำเพิงไม้เป็นร่มเงาไว้ให้

    มาถึง Canyonlands ก็ต้องไปดู Mesa Arch ซึ่งก็คือสะพานโค้งที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำ ระหว่างทางที่เดินไปก็จะเจอกองก้อนหินที่เรียงไว้ เป็นหลักสำหรับนักเดินเขา ถ้าไม่มีกองหินพวกนี้อาจจะเดินหลงทางได้ง่ายๆเลยทีเดียว

    IMG_7652
    IMG_7655
    ก่อนจะกลับจาก Canyonlands อ่านไปเจอว่ามีถนนดินวิ่งเลียบ Rim เข้าเมือง Moab เสียด้วยแต่เสียดายที่เช่า Altis มาถ้ามีกระบะหรือ 4WD คงวิ่งเข้าไปแล้ว
    ถ้าใครซูมรูปข้างล่างนี่ดูจะเห็นว่ามีรอยทางขาวๆ วิ่งเรียบขอบหน้าผาอยู่ เค้าบอกว่าถ้าใครจะวิ่ง White Rim Road ควรจะมีเวลาสักสามวัน เพื่อเข้าไปค้างคืนในนั้นด้วย
    IMG_7663
    ออกจาก Canyonlands เราก็ไปต่อกันที่ Arches เป้าหมายของเราวันนี้คือเราจะไปปีนเขาเพื่อไปดู Highlight ของ Park นี้นั่นก็คือ Delicate Arch ซึ่งเป็นสัญลักษณ์บนทะเบียนรัฐ Utah เค้าแนะนำว่าถ้าจะไปดู Delicate Arch ให้ไปตอนเย็นเนื่องจากแสงจะสะท้อนกับ Arch เป็นสีส้มพอดี แล้วข้อดีอีกอย่างก็คือ ไม่ร้อนมาก ไม่เหนื่อยเท่ากับเดินไปตอนบ่ายหรือเที่ยง ระยะทางของ Trail นี้ประมาณ 6 กิโลเมตรไปกลับ ตอนขับรถเข้าไปใน Arches นั้นตื่นตาตื่นใจมาก เพราะเป็นภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ภูเขาหน้าตาแปลกๆ ที่เกิดจากการกัดเซาะของลม ชวนให้น่าลงไปถ่ายรูป แต่เนื่องจากเย็นแล้ว เราจึงเก็บมันไว้ก่อนแล้วรีบไปเดิน Delicate Arch แทน กว่าจะเดินไปถึง Deliate Arch ได้ก็ต้องปีนขึ้นเขาลูกใหญ่ เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน แถมมีบางคนเหมือนจะเจ็บขาเดินลงต่อไปไม่ได้ต้องเรียกรถพยาบาลมารับกันเลยทีเดียว รูป Delicate Arch ด้านล่างอาจจะดูไม่ใหญ่ แต่จริงๆแล้วใหญ่มากตัวคนจะสูงถึงแต่ฐานเสาแค่นั้นเอง
    IMG_7721
    ขากลับเราก็เดินตามกองหินกลับลานจอดรถที่เป็นแสงอยู่ไกลๆนู่น
    IMG_7780
    คืนนี้เรากลับไปนอนที่โรงแรมใน Moab แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยกลับมาถ่ายรูปกับ Double Arch แล้วก็ที่อื่นๆอีกที
    942380_10153019866305524_1831855883_n
    63300_10153019868055524_242803292_n
    Grand Canyon
    ต่อจาก Arches เราต้องขับรถไปอีก 6 ชั่วโมงเพื่อไปให้ถึง Gran Canyon ก่อนพระอาทิตย์ตก ระหว่างทางก็แวะ Highway 163 mile post ที่ 13

    ได้ดูภาพนี้แล้วอาจจะคุ้นตา ตำแหน่งนี้อยู่ในหนังหลายเรื่องครับ ที่ดังที่สุดน่าจะเป็น Forest Gump ที่มาหยุดการวิ่งของเค้าตรงนี้นี่เอง
    1016364_10153019872735524_952810184_n
    ผ่านไปอีกสามชั่วโมงเราก็เดินทางมาถึง Grand Canyon อากาศบนนี้ค่อนข้างหนาวเมื่อเทียบกับเมืองที่เราวิ่งผ่านมา เราเข้ามาทางตะวันออกของ Park ก็เลยผ่านไปจุดชมวิวแรก ที่มีหอคอยชมวิวก่อน ภาพแว้บแรกที่ได้เห็นก็คือเป็น หุบเขาลงไปลึกมาก เทียบกับ Canyonlands ส่วนความยิงใหญ่นั้นใกล้เคียงกัน แต่ Grand Canyon จะสวยกว่าหน่อย ส่วนถ้าเทียบกับ North rim แล้ว พี่สาวบอกว่า South Rim ดีกว่า
    1003996_10153019873115524_1535419111_n
    ที่พักคืนนี้เป็นห้องส่วนตัวมีห้องน้ำในตัว ในกระท่อมหลังใหญ่ ที่ Maswik Lodge จริงๆตอนแรกก็อยากจะมากางเต้นท์ที่นี่ แต่ก็กลัวว่ามันจะเป็นทรายแห้งแล้ง ก็เลยไม่กล้า แต่พอได้มาเห็นสถานที่จริงแล้ว ไม่ได้แย่อย่างที่คิด
    เช้ามาก็ออกมาเดินเล่นถ่ายรูปอีกหน่อยหน่อย แล้วก็เตรียมออกเดินทางไป Las Vegas ใช้เวลาอีกประมาณ 5 ชั่วโมง
    1016697_10153019870495524_227465855_n
    Las Vegas
    ก่อนจะถึง Las Vegas เราก็ได้แวะ Hoover Dam เขื่อนที่มีชื่อเสียงที่สุดของอเมริกา จุดชมวิวที่ดีที่สุดของ Hoover Dam น่าจะเป็นสะพาน Mike O’Callaghan–Pat Tillman ที่สร้างเพื่อ Bypass เขื่อน
    2013-07-18_16-00-44_319
    ขับรถต่อมาอีกหน่อยก็ถึง Las Vegas จากความฝันที่จะได้นอนโรงแรม 5 ดาวในราคาถูก กลายเป็นว่ามานอนอยู่ Motel 6 ก็ได้ถูกกว่ากันเยอะ เราอยู่ที่ Las Vegas กันสองคืน คืนแรกออกไปกิน Buffet และดูน้ำพุเต้นระบำที่ Bellagio
    คิดถูกแล้วที่ออกไปเร็วหน่อยเพราะหลังจากที่เราทานเสร็จคนต่อคิวยาวมากๆ ความอร่อยก็ไม่ได้ดีกว่า Buffet บ้านเราเท่าไหร่ ราคาอยู่ที่ $30 ต่อคน
    IMG_7971
    รุIMG_7987
    IMG_7993
    รุ่งขึ้นเราออกไปช้อปปิ้งที่ Premium Outlets North เอาค่าโรงแรมมาซื้อเสื้อได้หลายตัวอยู่
    ค่ำนี้เป็นค่ำคืนที่ผมรอคอยมาสิบกว่าปีได้ โอกาสที่จะได้ดู Concert Goo Goo Dolls สด ผมซื้อตั๋วผ่าน TicketMaster ตัดใจซื้อแค่ที่นั่ง $100 เพราะถ้าเขยิบขึ้นไปอีกก็ล่อไปเกือบ $300 แถมแอบดู Setlist มาก็ไม่ได้ถูกใจเท่าไหร่ แต่ของแถมที่คุ้มค่าก็คือ Summer นี้จะมี Matchbox 20 มาแสดงด้วย ซึ่งจริงๆแล้วเป็นวงที่ผมชอบมาก่อน Goo Goo Dolls เสียอีก แต่แนวเพลงของ Goo Goo Dolls ถูกใจผมมากกว่า
    คอนเสิตจัดที่ Mandalay Bay Event Center
    2013-07-19_21-04-59_225
    2013-07-19_19-20-22_542
    จบคอนเสิตออกมาประทับใจ Rob Thomas มากกว่า John Rzeznik เสียอีก ร้องได้ดีจริงๆ Encore กันไปสามเพลง
    เดินออกมาจาก stadium ก็เจอแต่คนมาเที่ยว Pub ที่โรงแรมนี้ ต่อคิวกันยาวมาก
    จริงๆมา Las Vegas ก็น่าทำอยู่สองอย่าง การพนัน กับ Nightlife ตามถนนจะมีคนมาขายตั๋วผีสำหรับเข้าผับชื่อดังๆอยู่ตลอดทาง

    San Francisco
    รุ่งขึ้นเราจะออกเดินทางไป San Jose, CA ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับ San Francisco เพราะว่าที่พักใน San Fran มันแพงก็เลยหาที่พักนอกเมืองออกมาหน่อย แต่ก็ไม่ได้ไกลมากนัก
    วันนี้เป็นวันที่ขับรถยาวนานที่สุดในทริป ตั้งแต่เช้ายันค่ำนั่งอยู่ในรถ ก่อนจะเข้าที่พักได้ไปวิ่งเล่นแถว Mountain View HQ Google ถ่ายรูปคู่กับ Jelly Bean

    ตื่นเช้ามาก็เข้าไปชมเมือง San Francisco การจะเที่ยว San Fran นี้ต้องวางแผนกันให้ดี วิ่งเข้าวิ่งออกผ่านสะพาน Golden Gate ไม่ดีอาจจะเสียตังกันหลายรอบ แนะนำว่าให้เที่ยวในตัวเมืองให้เสร็จก่อน แล้วค่อยวิ่งข้าม Golden Gate ออกจากเมืองไปครับ
    ที่ Sanfran นี่ผมได้ขับลงถนน Lombard Street ด้วย
    IMG_8042
    เห็นลักษณะถนนมั้ยครับ คดเคี้ยวเลี้ยวลงเขา ตื่นเต้นดีเหมือนกัน จบจากที่นี่เราก็มีความพยายามจะไป Fisherman’s Warf แต่ว่าที่จอดรถหาไม่ได้เลย ก็เลยถอดใจได้แค่ขับรถวนๆดูไปเรื่อยๆ หลังจากนั้นเราก็ยังคงธรรมเนียมชะโงกทัวร์ต่อไป เพราะมันไม่มีที่ให้จอดจริงๆ แม้แต่ที่ Golden Gate ก็ตาม
    จุดชมวิว Golden Gate มีอยู่สองที่อยู่กันคนละด้านของสะพาน ที่นึงอยู่ตีนสะพาน อีกที่จะอยู่บนเขาสูงขึ้นไป ผมเลือกที่จะไปที่ที่สองเพราะขับรถอยู่ผิดเลน ฮ่าฮ่า ขับขึ้นไปเจอแต่หมอกกับลมแรงมากๆ คิดอยู่ในใจทำไมคนอื่นมาเค้าไม่เจอหมอก แต่เรากลับเจอแต่หมอกซะงั้น
    IMG_8049
    การมา San Fran ครั้งนี้เป็นชะโงกทัวร์สุดๆไปเลย แทบจะไม่ได้ลงจากรถ ฮ่าฮ่า มันไม่มีที่จอดนี่หว่า ก็ได้แต่ตัดใจแล้วก็มุ่งหน้าไปจุดหมายต่อไป Crater Lake NP แต่ก่อนที่จะไปถึง Crater Lake เราก็พักกันที่ Red Buff โรงแรมอะไรไม่รู้ $40 เองถูกดี ห้องก็ดี แหะๆ
    Crater Lake
    ตื่นเช้ามาเราขับรถกันอีกประมาณ 4 ชั่วโมง เพื่อไปกางเต้นท์กันที่ Crater Lake เป็นความโชคดีอีกครั้ง ที่มีที่ว่างเหลือ 1 ที่พอดี จริงๆก็พยายามจองมาก่อนแล้ว แต่เว็บมันห่วยจองไม่ได้ ก็เลยตามเลย มีก็นอนไม่มีก็ไปตายเอาดาบหน้า
    IMG_8062
    Crater Lake ตั้งอยู่ที่รัฐ Oregon เป็นทะเลสาบที่ตั้งอยู่ในปล่องภูเขาไฟที่ประทุแล้ว น้ำที่อยู่ในทะเลสาบบริสุทธิ์มากจนสามารถตักขึ้นมาดื่มได้เลย แต่เราก็ไม่ได้ลงไปสัมผัสน้ำจริงๆ (จริงๆเค้าบอกว่าควรจะต้องไปเอาเท้าแกว่งเล่นในน้ำที่นี่ จะสัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์) เพราะว่าทางลงมันเท่ากับการปีนตึกสามสิบชั้น ลงไม่เท่าไหร่ ขึ้นคงแย่ ไม่อยากพาพ่อไปลำบากละ แต่ตอนเย็นเราก็ยังออกไปยืดเส้นยืดสายซะหน่อย ด้วยการปีนขึ้นไปที่ Watchman Peak เพื่อชมพระอาทิตย์ตก ระยะทางประมาณ 1 ไมล์ การเดินครั้งนี้เป็นการเดินแบบ “Ranger Led Program” คือมี Ranger นำทาง ซึ่งผมชอบมาก เค้าจะอธิบายอะไรต่างๆให้เราได้รู้ ยิ่งเรามาจากต่างประเทศ เราก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเท่าไหร่ ได้แต่ถ่ายรุปชมวิวไป การได้มาเดินกับ Ranger เราจะได้ความรู้เล็กๆน้อยติดตัวกลับไปด้วย แต่เนื่องจากโอกาสและความขี้เกียจตื่นเช้า ก็เลยไม่ได้ไปสักที
    IMG_8114
    ไปกันเป็นกลุ่ม
    IMG_8128
    พระอาทิตย์กำลังจะตกจัด F18 ไป
    IMG_8136
    สวยจริงๆวิว Panorama 360 องศา
    IMG_8212
    ถ่ายเล่นๆครับ คิดว่าคงสวยกว่านี้ถ้ามีขาตั้ง เพราะนี่ตั้งบนก้อนหินเอา
    รุ่งขึ้นวิ่งเข้า Portland, OR เพื่อเตรียมกลับ Seattle แอบก็ได้แวะ premium outlets อีกเช่นเคย ซื้อของที่ oregon ไม่เสียภาษี สบายใจไป
    Seattle
    เหลือเวลาอีกสองสามวันก็ต้องบินกลับแล้ว แต่มันก็เหนื่อยไม่อยากไปเที่ยวไหนเท่าไหร่ ก็เลยเอาเท่าที่มีกำลัง จากความคิดที่จะไปนั่งเรือไปดูบ้าน Bill Gates ก็ได้แค่ไป Public market แล้วก็สวนสาธารณะเท่านั้นเอง

    IMG_8252
    Star Bucks สาขาแรกในโลก

    IMG_8245
    Gum Wall ที่ Public Market

    IMG_8241

    เราเดินทางไปทั้งสิ้น 4400 miles ผ่าน 9 รัฐ ได้เห็นธรรมชาติสวยงามสุดจะบรรยาย ตั้งแต่เทือกเขาสูง ไปจนถึงทะเลทราย หุบเขา คงไม่มีทริปไหนในชีวิตจะยิ่งใหญ่เท่าครั้งนี้อีกแล้ว ถ้าเทียบกับจำนวนเงินที่จ่ายไปก็ไม่ได้มากมายนัก ถึงแม้จะเป็นชะโงกทัวร์บ้าง แต่ก็เอาตามสะดวกเราเข้าว่าครับ แนะนำว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเก็บเงินให้ได้สักแสนบาท หาเวลาสักสี่อาทิตย์ หาคนรู้ใจไปสองสามคน แล้วก็ไปเที่ยวด้วยกัน เป็นประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืมจริงๆ