ขอแอบโฆษณาหน่อยละกัน นานๆที ผมว่าคนไทยที่จบการศึกษาในไทยส่วนใหญ่ พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ไม่รู้ว่ามันเกิดจากหลักสูตรหรืออะไรก็ตามแต่ แต่ผมเชื่อว่ามันเกิดจากการท่องจำแกรมม่าไปวันๆ (ซึ่งผมเคยเจอตัวอย่าง จากนักเรียน ป.6 ย่านชานเมืองกรุงเทพ ที่ได้มีโอกาสไปสอนโปรแกรมมิ่ง ผมถามน้องเค้าว่าเนี่ย อ่านออกมั้ยว่าหัวข้อตรงโปรแกรม File – Menu -Preference – etc อ่านว่าอะไร น้องเค้าอ่านไม่ค่อยจะออกเลย แต่เค้าสามารถพูดประโยค How are you  (อาจจะซับซ้อนกว่านี้) ได้ แต่ไม่รุ้ว่าแปลว่าอะไร ) มันแสดงให้เห็นถึงการท่องจำในการศึกษาไทย

ผมก็ไม่รู้ว่าผมพูดหรือฟังได้ ดีกว่าคนอื่นมาได้ยังไง แต่คิดว่าน่าจะเป็นเพราะ การดูหนังกับฟังเพลงต่างประเทศ บ่อย หรืออาจจะเป็นเพราะตอน ป.5 ผมเคยเรียนภาษาอังกฤษกับอาจารย์ฝรั่งอยู่สองเทอมได้ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่คิดว่าเริ่มตอนเด็กได้เปรียบเหมือนกัน

อันนี้เป็น timeline ชีวิตในคะแนนสอบวัดระดับภาษาอังกฤษของผมเอง (ซึ่งไม่ได้เก่งมาก แต่ก็พอไปเอาตัวรอดต่างประเทศได้)

เวลาไปสอบ TOEFL IELTS ส่วนที่ยากที่สุดสำหรับผมก็คือการพูดนี่แหละครับ ได้มาแค่ 19/30 (TOEFL) ขนาดฝึกพูดกับ Youtube อยู่สองสามอาทิตย์ ตาม pattern ที่เค้าสอน แต่พอเอาเข้าจริง มันประหม่า และเราไม่มีคนคอยช่วยฟังช่วยแก้ ทำให้เอาเข้าจริงแล้วทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร จะไปเรียนตามสถาบันก็ไม่อยากเสียเงินเป็นหมื่นๆ ไปเรียน แล้วก็ไปสอบ มีเพื่อนผมอยู่คนนึงจำได้ว่ามันเสียค่าเรียนไป 3 หมื่น แล้วไป สอบ TOEFL สามครั้งได้ 70 – 90 -100 ซึ่งผมก็มาคิดดูถ้าผมไปสอบสามครั้ง ผมก็อาจจะได้ 100 กว่าเหมือนกัน

– ม.5 สอบ CU-TEP ได้ 573

– ปี 3 สอบ TOEIC ได้ 935 listening เต็ม (แอบภูมิใจว่ามีคนแซวว่า ไม่เชื่อหรอกว่า เด็ก…จะได้ 935 เด็ก… ยังไมไ่ด้เลย)

– ปี 4 สอบ TOEFL ได้ 93 Listening/Reading เกือบเต็ม

ผมบอกได้เลยว่าตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา การดูหนังเรื่องเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา จนจำบทพูดของตัวละครได้นั้น จะช่วยพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของคุณได้ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็อาจจะทำให้ทักษะในด้านการเขียนด้อยลงไปบ้าง เนื่องจากสำนวนที่เรามีอยู่ในหัวนั้น เป็นสำนวนสำหรับการสนทนาทั้งสิ้น ไม่ใช่การเขียนแต่อย่างใด

แต่ถ้าหากไม่มีเวลาเป็นสิบปีเหมือนผม ก็ต้องยอมเสียเงินไปอยู่ต่างประเทศสัก 6 เดือนอย่างต่ำครับ ตัวอย่างที่ผมเจอก็คือพี่ที่ทำงานท่านนึง ก่อนไปก็พูดภาษาอังกฤษ แทบไม่ได้เลย ฟังก็ไม่ค่อยออก แต่ในเมื่อต้องใช้ภาษาอังกฤษในหน้าที่การงาน ชีวิตมันก็ต้องดิ้นรนพยายามฟังให้ออกพูดให้ได้ ไม่น่าเชื่อ ผ่านไปประมาณ 3 เดือน พี่เค้าเริ่มฟังออกและพูดได้มากขึ้น ถึงแม้จะพูดคุยกับเพื่อนร่วมกัน วันๆนึงไม่ได้มากมายขนาดนั้นก็ตาม แต่มันก็เป็นคำถามซ้ำๆ เดิมๆ ทุกๆวัน ทำให้เค้าสามารถที่จะนำประโยคพูด ที่เกิดจากการถาม คำถามทวน ที่ถูกต้อง มาสร้างประโยคขึ้นมาใหม่ จนเข้าใจได้นั่นเอง แต่เค้าก็ยังฟังคนอินเดียพูดภาษาอังกฤษ ไม่ออกอยู่ดีครับ ผมเองนั้นเริ่มแรกก็ฟังคนอินเดียไม่ค่อยออกเหมือนกัน บางคนเค้าจะมีสำเนียงแปลกๆ ที่เวลาพูดแล้วคำมันสั้นมาก จนเราฟังไม่ออกว่าคำอะไร แต่ผ่านไปสักระยะเราจะเริ่มเข้าใจและฟังออกในที่สุด แต่ต้องเป็นคนที่มี skills ในระดับนึงแล้วนะครับ (ผ่านไป 1 ปี พี่คนนั้นเค้าก็ยังฟังสำเนียงอินเดียไม่ค่อยได้)

แสดงว่าองค์ประกอบของการพูดนั้น นอกจากการมีสำนวนการพูดอยู่ในหัวแล้ว การทวนคำถามที่มีแกรมม่าและ vocab ที่ถูกต้องก็จะช่วยเกื้อหนุนกันได้ดีขึ้น ดังนั้นเราจึงต้องฝึกเรียนรู้คำศํพท์ใหม่ๆ และฝึกใช้คำศัพท์เหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา ถึงจะพูดได้ดีนั่นเอง การฝึกเพียงชั่วครู่ชั่วคราว ผมไม่คิดว่าจะทำให้เราสามารถพูดออกมาได้ดีครับ ผ่านไปสักพักก็จะลืม หากฝึกพูดได้ทุกวันก็ยิ่งดี ถ้าใครมีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติ ก็จะช่วยได้ทั้งการฝึกพูดและการเขียน สมัยเด็กๆผมก็มีเพื่อนเป็นฝรั่ง ที่ชอบวง Goo Goo Dolls เหมือนกัน ชวนคุยไปคุยมา ก็ได้ฝึกภาษาดีเหมือนกัน แต่ถ้าใครไม่มีเพื่อนฝรั่ง ผมคิดว่าคงต้องไปหาฝึกพูดตัวต่อตัว หรือลองดูได้ที่ RianEnglish เนื่องจากที่นี่นั้นเราจะได้ฝึกพูดตัวต่อตัว กับอาจารย์ชาวฟิลิปินส์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีสำเนียงที่ดี นอกจากการพูดคุยแล้วเค้าจะช่วยแก้ประโยค และสอนแกรมม่าให้เราด้วย ซึ่ง Session นึงก็ประมาณ 25 นาทีผ่านทาง Skype โดยหัวข้อในการพูดคุยก็จะอยู่ที่ทั้งสองคนตกลงกัน ว่าอยากเน้นเรียนเป็นแบบ conversation หรือ อาจจะมีแบบเรียนแทรกเข้ามาบ้าง ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน แต่ส่วนตัวแล้วผมคิดว่า น่าจะเน้นไปทักษะการสนทนามากกว่า เพราะว่า Grammar เราเรียนกันมา 12 ปี อย่างต่ำ ตั้งแต่ ป.1 จนถึง ม.6 เรารู้จักแกรมม่าเป็นอย่างดี ว่ามี Tense หลายแบบ แต่ละแบบใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน แต่เราไม่เคยได้เอาแกรมม่าตรงนั้นมาใช้ ฝึกพูดจริงๆกันเลย

ตอนนี้ทาง RianEnglish ก็ยังให้สิทธิทดลองเรียนฟรี 2 ครั้ง ซึ่งเราจะเลือกเรียนกับอาจารย์ท่านใดก็ได้ ผมแนะนำให้ลองเรียนกับอาจารย์ที่แตกต่างกัน แล้วถ้าคิดว่าเราน่าจะได้ประโยชน์จากการเรียนแบบนี้ ก็สมัครเลยครับเริ่มต้นเดือนละ 1,500 บาทเท่านั้นเอง แต่ได้ฝึกพูดกับอาจารย์ทุกวัน ตอนนี้คนที่เรียนอยู่กับเราก็มีตั้งแต่ เด็กอายุไม่ถึง 10 ขวบ จนถึงผู้ใหญ่วัยทำงาน ซึ่งก็มีหลายคนที่เรียนอยู่กับเราอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายเดือน เรียนทั้งปีเสียน้อยกว่าไปเรียนตามสถาบันดังๆเป็นสิบเท่า แต่ผมเชื่อว่าผลลัพธ์ไม่ต่างกันขนาดนั้นแน่นอน