โครงสร้างทาง IT สำหรับองค์กรหรือธุรกิจขนาดเล็ก

โครงสร้างทาง IT ที่ดีสำหรับองค์กร ถึงแม้จะใช้เงินลงทุนสูง แต่ก็มีข้อดีหลายประการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น

  • ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการขยายธุรกิจ
  • ลดต้นทุนในการบริหารจัดการ
  • สามารถติดต่อสื่อสารกับคนภายในองค์กรได้อย่างรวดเร็ว
  • เพิ่มช่อทางในการติดต่อสื่อสาร
  • ลดช่องว่างภายในองค์กร
  • ตรวจสอบข้อมูลได้
  • ทุกคนสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้

แต่การลงทุนนั้น อาจจะไม่ได้ผลตอบแทนมาในรูปของตัวเงินเสมอไป ในบางครั้งอาจจะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายขององค์กรให้มากขึ้นด้วยซ้ำไป แต่ในยุคปัจจุบันหากธุรกิจไม่ปรับตัว ก็อาจจะสูญเสียโอกาสทางธุรกิจไปได้เช่นกัน ดังนั้นผู้บริหารจะต้องมองอนาคตให้ขาดว่าธุรกิจของเรา สามารถดำเนินต่อไปได้หรือไม่ ถ้าไม่มีการปรับปรุงโครงสร้าง IT

มีคนเคยเล่าให้ฟังว่า ที่บริษัทเค้านั้น ได้รับพนักงานเข้ามาทำงานใหม่ แต่ทำได้อยู่ไม่นานก็ต้องลาออกไป เพราะบริษัทยังใช้กระดาษในการทำงานแทบทั้งหมด ซึ่งผมคิดว่าในอนาคต เด็กยุคใหม่ที่จบการศึกษาออกมา คงไม่อยากทำงานกับแผ่นกระดาษแล้วแน่ๆ

แต่ในปัจจุบัน SME จำนวนมาก ที่ไม่ได้มีเงินทุนมากมาย ไม่สามารถนำเงินทุนจำนวนมากไปลงทุนโครงสร้างทางด้าน IT ได้ ต้องเป็นระดับ Medium ที่มียอดขายเป็นหลักร้อยล้านบาทถึงจะกล้าลงทุน การจะลงทุนระบบ IT ให้ได้มาตราฐานและสามารถต่อยอดได้ในอนาคตนั้น ในปัจจุบันจะต้องใช้เงินทุนจำนวนมากในการว่าจ้าง System Integrator ให้เข้ามาปรับปรุงโครงสร้าง นอกจากการว่าจ้าง System Integrator แล้วนั้น บริษัทก็ยังจะต้องจ่ายค่า License ของ Software อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งในบางครั้งบริษัทเหล่านั้น ก็ไม่ได้ใช้ความสามารถของ Software ที่ซื้อมาเท่าไหร่นัก ทำให้เกิดความสูญเสียขึ้น

บางบริษัทอาจจะคิดว่าเราใช้ของเถื่อนก็ได้ ไม่เห็นจะต้องไปจ่ายค่า License ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องทั้งธรรมาภิบาลและทางกฏหมาย แต่บริษัทในไทยส่วนใหญ่ ผมก็เชื่อว่าเกินครึ่ง มีการใช้ Software เถื่อนภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็น Office/Server เหล่านี้ล้วนไม่มี License อย่างถูกต้อง เพราะสมัยก่อน Software ต่างๆถูกสร้างอยู่บนพื้นฐานของ Windows แทบทั้งสิ้น

แนวทางในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ลดค่า License โดยการหันมาใช้ซอฟต์แวร์แบบ Opensource

ปัจจุบัน software ภายในองค์กร เปลี่ยนมาเป็นการใช้งาน Web Application กันค่อนข้างมาก ทำให้ความจำเป็นที่จะต้องใช้ Windows นั้นลดลง จนแทบจะไม่ต้องมีอยู่เลย ส่วน Office Suite นั้น LibreOffice ก็เป็นทางเลือกที่ใช้งานได้จริง และในส่วนของ Server นั้น เราก็สามารถใช้ Linux/Unix ทดแทนได้ และอาจจะเข้ากับโลกยุคปัจจุบันมากกว่าด้วยซ้ำไป

ตัวอย่าง Software Stack

Desktop PC

  • Linux Ubuntu
    • LibreOffice (Office Suite)
    • Mozilla Thunderbird (Mail Client)

Server

  • Linux Ubuntu/FreeBSD (Server)
  • PostgreSQL/MySQL Server (Database)
  • Java/Ruby/Python (Cross Platform Programming Language)
  • HAProxy (Load Balancer)
  • Zimbra (Mail Server)
  • FreeNAS (Storage Server)
  • Promox (Virtualization)
  • FreePBX (PBX)

จะเห็นได้ว่าเราสามารถสร้างระบบ IT ของบริษัททั้งหมดได้จาก Software แบบ Opensource ซึ่งแต่ละชื่อที่แนะนำไว้ข้างต้นนั้นต่างก็มีเสถียรภาพและความสามารถ ที่ไม่ได้ด้อยกว่ามากนัก แต่แลกกับการที่ไม่ต้องจ่ายค่า License เป็นจำนวนเงินมหาศาล

Logical View

รูปด้านบนเป็นตัวอย่างของ Solution ที่ใช้งานอยู่จริง

  • ใช้ IP Phone ต่อกับ FreePBX/Elastix/Asterisk ทำ Trunk ไปหา SIP Provider ราคาโทรศัพท์เครื่องละ 2 พันบาท สามารถกดคุยกับสาขาได้ โดยไม่ต้องเสียเงินค่าโทรศัพท์
  • Application ทุกตัวของบริษัท Authen ผ่าน LDAP ใช้ username/password เดียวกันทั้งหมด
  • Application ถูกติดตั้งอยู่บน Proxmox Cluster สามารถทำ Live Migration ได้
  • มีระบบสื่อสารภายในองค์กร ในรูปแบบ instant messaging (OpenFire) แต่ในอนาคตน่าจะเปลี่ยนมาเป็น Rocket.Chat หรือ Slack (ใครใช้ Line ภายในองค์กร ผมคิดว่ามันล้าหลังแล้ว เหมาะกับการคุยส่วนตัวมากกว่า)
  • FreeNAS ที่มีพื้นฐานบน ZFS นำเอามาทำ backup ข้อมูลไม่มีวัน corrupt

ถ้าไม่นับรวมค่าเครื่องโทรศัพท์ ใช้เงินลงทุนไม่เกิน 3 แสนบาทเฉพาะค่า Hardware

แต่ข้อจำกัดของ Solution แบบนี้ก็คือ เรายังไม่มี SI ที่สนใจการนำ Solution แบบ opensource มาขายเท่าไหร่นัก เนื่องจากต้องใช้ความรู้ ความสามารถ ที่มากกว่า และยังต้อง Support ลูกค้า แบบที่ไม่มีการ support จากผู้ขาย Software อีกด้วย (ไม่มีคนให้โยนไปนั่นเอง :P)